หาภาพที่เกี่ยวกับเอ็นทรีได้แค่นี้ 555
 
 
หลายเดือนที่เราหายหน้าหายตาไป
เราหายไปเตรียมตัวสอบ ทั้งเนติบัณทิตและสอบเข้าปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
ข่าวดีคือ เราผ่านเนติบัณทิต 1 วิชาแล้ว (จาก 4 วิชา ซึ่งที่เหลือก็ต้องสอบใหม่ต่อไป)
ข่าวร้ายคือ สอบเข้าปริญญาโทไม่ได้ แผนชีวิตที่เตรียมมาสำหรับปีนี้เลยล่มไม่เป็นท่า = =;;
 
แต่คงเพราะผ่านการล้มมาหลายหน+เพื่อนๆ เราก็ไม่ผ่านเหมือนกัน
ทำให้เรารู้สึกเฉยๆ กับผลที่ออกมา และวางแผนสำหรับปีนี้เสียใหม่
 
แต่ตอนนี้เรายังไม่อยากเขียนถึงชีวิตในปัจจุบันของตัวเองเท่าไร (เพราะมันยาว)
ดังนั้นขอเข้าเรื่องตามหัวข้อเอ็นทรีเลยแล้วกัน
 
หลังจากที่เราอ่านหนังสือมาหลายเล่ม
ทำให้เราตั้งข้อสังเกตได้ว่า
 
คนที่ประสบความสำเร็จ มักมีเป้าหมายที่แน่นอน แจ่มชัดในหัวสมอง
 
ซึ่งมันก็เป็นเหตุ เป็นผลดีด้วยตรรกะง่ายๆ
หากคุณมีเป้าหมายที่แน่นอน คุณย่อมเลือกเส้นทางและวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อเดินทางไปยังเป้าหมาย และย่อมไปถึงได้เร็วกว่าคนที่ไม่มีเป้าหมาย... จริงไหมครับ?
 
และเป้าหมายที่สามารถผลักดันให้เราทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ เพื่อทำให้มันบรรลุได้นั้น
ย่อมเกิดจากการที่เราเป็นคนตั้งเอง ไม่ใช่คนอื่นมาตั้งให้
 
อย่าง Monkey D Luffy ตัวเอกการ์ตูน One Piece ที่โด่งดัง
เขาใฝ่ฝันว่าอยากเป็นเจ้าแห่งโจรสลัด จึงได้ออกเดินทางเพื่อทำตามความฝัน
 
ถามว่า มีใครมาบังคับลูฟี่ไหม ว่าโตขึ้นเอ็งต้องเป็นโจรสลัดนะเว้ย!!
ไม่มี... เขาเลือกเป้าหมายนั้นเอง และตัดสินใจออกเรือสู่ทะเลอันกว้างใหญ่ด้วยเจตจำนงของตัวเอง
 
แต่เชื่อเถอะ ปัจจุบันจะมีสักกี่คนที่สามารถเลือกเป้าหมายด้วยตัวเองอย่างลูฟี่ (หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่สามารถเลือกได้ เราขอแสดงความยินดีกับคุณด้วย)

เราเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนที่ไม่ได้เลือก... ทั้งครอบครัว ญาติ แม้กระทั่งเพื่อนบ้าน ต่างคาดหวังว่าเราจะต้องเข้าทำงานในสายที่เรียนมา ซึ่งพอเราเรียนไปได้สักพัก ก็รู้สึกว่า... มันไม่ใช่อ่ะกิ๊ฟ...
 
แต่ปัญหาคือตอนนี้เราเรียนจบมาแล้ว
จบมาอย่างงงๆ และยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่ เลยไม่สามารถหันเหไปเรียนต่อในสายอื่นได้
 
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสอ่านหนังสือ 'เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด' ของคุณคิมรันโด ชาวเกาหลี ผู้เขียนเรียนคณะนิติศาสตร์เหมือนกันกับเรา และสอบเนติไม่ผ่าน 3 รอบ (พอๆ กันกับเราเลยแฮะ) สุดท้ายเขาค้นพบว่าตัวเองไม่เหมาะกับกฎหมาย เลยหันเหไปเรียนทางด้านบริหารแทน แล้วจบออกมาเป็นอาจารย์ ในภาควิชาซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแต่อย่างใด แล้วเขาก็มีความสุขและภูมิใจกับงานที่เขาทำ
 
แต่นั่นเป็นเพราะว่าเขารู้จักตัวเองพอ รู้ว่าตัวเองชอบทางด้านบริหาร จึงได้ตัดสินใจเช่นนั้นได้ ตรงข้ามกับเรา ที่จนบัดนี้ก็ยังหาตัวเองไม่เจอ เลยต้องจำใจปฏิบัติภารกิจ เก็บเลเวลทางด้านกฎหมาย เพื่อให้มีคุณสมบัติไปสอบวิชาชีพในอนาคต
 
นอกเรื่องอีกแล้ว... กลับมาเรื่องเป้าหมายต่อ
เราคิดว่าในสังคมปัจจุบัน ที่ผู้คนต่างแข่งขันกันมากมายเช่นนี้
หากใครสามารถกำหนดเป้าหมายในชีวิตได้ก่อน ย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ยังไม่รู้ และยังผัดวันประกันพรุ่งที่จะคิด
 
คุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย บอกว่า เขาได้เปรียบกว่าคนรุ่นเดียวกันตรงที่...
 
เขารู้ว่าเขาอยากเป็นอะไรตั้งแต่ตอนอายุ 18 ปี
 
แน่นอน เมื่อเขากำหนดเป้าหมายแล้ว เขาย่อม 'เริ่มเดินทาง' ได้ก่อนใคร
 
ถ้าเปรียบเป้าหมายเป็นเกาะอันอุดมสมบูรณ์ คนที่กำหนดเป้าหมายได้ก่อน ก็ย่อมเริ่มต่อเรือ เพื่อใช้เดินทางไปยังเป้าหมายได้เสร็จก่อนคนอื่นซึ่งยังคงหลงระเริงกับการนอนอาบแดดบนเกาะเดิมที่เริ่มขาดแคลนทรัพยากร (เปรียบอะไรได้มึนมากเลยเอ็งเอ๋ย = =;)
 
นอกจากนี้ ถึงแม้บางคนจะเริ่มต่อเรือในเวลาเดียวกันก็ตาม แต่หากไม่ได้ล็อคเป้าหมายไว้อย่างแน่นอน ก็ไม่มีทางแล่นไปถึงเป้าหมายได้เหมือนกัน
 
คนพวกนี้ในโลกแห่งความเป็นจริงก็คือ พวกที่อยากเก่งไปเสียทุกอย่าง ไปเพิ่มทักษะหลายด้าน แต่กลับมิใช่ทักษะที่จำเป็นเลยสักอย่าง แทนที่จะนำเวลาเหล่านั้นมาเพิ่มสกิลที่เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพในอนาคต... (รู้สึกเข้าตัวเองยังไงไม่รู้แฮะ...)
 
ดังนั้นก่อนจะจบเอ็นทรี (ที่เริ่มจะมึน) นี้
สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือ ลองคุยกับตัวคุณเองดู สมมุติว่าตัวคุณเป็นอิสระจากการคาดหวังใดๆ จากทางครอบครัว เครือญาติแล้ว... คุณใฝ่ฝันอยากจะเป็นอะไร มีชีวิตแบบไหน ในอนาคต...
 
ความฝันของคุณคืออะไรกันแน่??